บล๊อกของ RiTTiCHaI, Ph.D.

มนุษย์เงินเดือน..จะอยู่ หรือ ไปดี?

ธันวาคม 22, 2007 · ให้ความเห็น

เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 10 กว่าปี ..จากลูกน้องเป็นหัวน่า เอ้ยหัวหน้า จากหัวหน้าเป็นเจ้านาย จากเจ้านายเป็นลูกจ๊อก (เพราะต้องทำทุกเรื่อง) ผมจะพอรู้ว่าสิ้นปีทีไร เราก็จะคิดเรื่อง “จะอยู่” หรือ “จะไป” ดี?

ที่ทำงาน

เศรษฐกิจตอนนี้ก็ย่ำแย่ การเปลี่ยนงานนั้นก็ใช่ง่าย แต่การอยู่ที่เดิมก็ฝืนความรู้สึกเหลือเกิน เพราะ…

  • ถูกละเลย แบบไม่ยุติธรรมบ่อยๆ – หัวหน้ามักเมินไอเดียคุณ ไปเห็นด้วยกับพวกที่ชอบเลีย
  • ทำงานหนัก เลิกดึก – งานเยอะเหลือเกิน เสร็จนี่มีนั่นต่อ ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แถมเงินก็น้อย OT ไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยได้อยู่แล้ว แถมโบนัสที่หวังไว้สิ้นปีก็ยังลูกผีลูกคน
  • เผชิญกับการเลือกปฏิบัติ – เช่น รู้ว่าได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เลียเก่ง  หรือพวกเขางานใหม่ เงินเดือนสูงกว่า ไม่เคยนึกถึงคนเก่า อะไรประมาณนี้

ถ้าคุณตกอยู่ในสภาพนี้ งั้นเมื่อไหร่ที่คุณควรจะทนอยู่?

  • ออฟฟิตน่าอยู่ – ถ้าคุณได้งานในที่ที่ทำให้รู้สึกดีเวลาที่ได้นั่งทำงาน ปัจจัยเรื่องอื่นอย่างนายเรื่องมากก็อาจกลายเป็นเรื่องรอง
  • มีหนทางก้าวหน้า – แม้ว่าเงินเดือนอาจไม่มากขึ้นตามที่ควรจะได้ในตำแหน่งนั้น แต่คุณก็ได้ตำแหน่ง อย่างนี้สิ่งนี้ก็อาจทำให้คุณดูเหนือกว่าคนอื่น ..ได้กล่องแต่ไม่ได้เงิน หุหุ
  • สวัสดิการดี – ค่ารักษาพยาบาลที่น่าพอใจหรือสมาชิกฟิตเนสฟรี อาจไม่โดนใจอะไรมากมาย แต่พอนำไปรวมกับเงินเดือนแล้วก็เยอะอยู่
  • งานสนุก – ถ้าไม่สามารถหางานที่ท้าทายอย่างเดิมได้ ก็อยู่ๆ ไปเหอะ  หลายคนเห็นคุณค่าของานที่เติมเต็มความหมายของชีวิต
  • เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น – ข้อนี้สำคัญ โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัว หรือเรียนต่อ (ภาคค่ำ) มีนายจ้างจำนวนไม่มากหรอกที่ยอมยืดหยุ่นเรื่องเวลางาน ฉะนั้นถ้าเจอนายจ้างอย่างนั้นเมื่อไหร่ คุณต้องจับเก้าอี้ไว้ให้แน่น จนกว่าจะจนมุมกับงานที่ไม่เอาไหน หรือสวัสดิการที่ห่วยแตก

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาแล้ว คุณยังตัดสินใจที่ “จะไป” ก็ขอให้คิดด้วยว่า ที่ใหม่อาจจะไม่ใช่ หรือแตกต่างจากที่คุณคิด.. แต่ก็ไม่ได้จะให้หยุดคิดน่ะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด เราก็ไม่มีโอกาส… ขอให้ทุกคนโชคดี

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , , , , ,

Google บริษัทที่น่าทำงานที่สุด

ธันวาคม 21, 2007 · ให้ความเห็น

นิตยสาร Fortune ได้จัดอันดับให้ Google บริษัทที่น่าทำงานที่สุดในสหรัฐ (100 Best Companies to Work For) มีหลายสาเหตุที่ทำให้ Google เป็นสถานที่ๆ น่าทำงานที่สุด นอกจากเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานที่สูงกว่าที่อื่น อาทิเช่น การที่ Google มีโรงอาหารสุดหรูให้พนักงานทุกคนรับประทานกันฟรี – มีบรรยากาศการทำงานเหมือนที่บ้าน – มีสปาว่ายน้ำให้พนักงานทุกคนสามารถมาว่ายเล่น – มีสนามฟุตบอล และวอลเลย์บอลชายหาดให้ออกกำลัง – มีห้องวีดีโอเกม โต๊ะพูล และโต๊ะปิงปองให้เล่น – เวลาปวดเมื่อยก็มีเก้าอี้นวดไฟฟ้าให้นั่งคลายเส้น – มีห้องฟิตเนส (สำหรับพวกต้องการถึก) ให้ออกกำลัง – และที่สำคัญเวลาเจ็บป่วย ก็มีหมอคอยดูแลรักษาให้ฟรี

เมื่อถามถึงทัศนคติของ Googler (พนักงาน Google) แล้ว ก็จะทราบว่าต่างจากที่อื่น  เมื่อถาม Googler ว่าพวกเขาทำอะไร? คำตอบที่ได้รับ ไม่ใช่ “การขายโฆษณา” หรือ “การเขียนโค้ด” แต่กลับกลายเป็น “การจัดการโลกของข้อมูล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยง่าย และมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ต่อ” (ขอโควต “to organize the world’s information and make it universally accessible and useful”)

และไม่แปลกใจเลยที่ Google ได้รับใบสมัครงานเฉลี่ยวันละ 1,300 ฉบับ (เกือบ 5 แสนใบสมัครต่อปี ฝ่ายบุคคลอ่านกันตาแฉะ)

แหล่งที่มา: ”100 Best Company to Work for” by Fortune

→ Leave a Commentหมวดหมู่: เทคโนโลยี
Tagged: , ,

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในโลก IT ปี 2550

ธันวาคม 21, 2007 · ให้ความเห็น

เหลืออีกไม่ถึง 10 วัน เราก็จะก้าวสู่ปีใหม่ ปี 2551 วันนี้จะลองย้อนลำดับเหตุการณ์สำคัญในโลก IT ในปี 2550 นี้ ว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง

30 มกราคม – ไมโครซอฟท์เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ (Operating System) ชื่อ Windows Vista โดยมาแทนที่ OS ตัวเก่า Windows XP

Windows Vista

29 มิถุนายน – แอปเปิลคลอดโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ iPhone ที่นอกจากจะใช้งานได้เหมือนโทรศัพท์มือถือทั่วไปแล้ว ยังมีการรวมฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นเพลงดิจิตอล iPod แต่พิเศษตรงที่ iPhone จะเป็นแบบ wide screen ที่ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และนอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และใช้งานอีเมล์ได้อีกด้วย

iPhone

8 ตุลาคม – กูลเกิลยังคงครองตำแหน่ง top search engine เหนือคู่แข่งรายอื่นอย่าง Yahoo และ MSN ราคาหุ้นพุ่งทะลุ USD600/หุ้น เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าจากราคาวันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในเดือนสิงหาคม 2547 และประกาศขยายกิจการเข้าสู่ธุรกิจเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ (online social networking)

Google Image

24 ตุลาคม – ไมโครซอฟท์ตัดหน้ากูเกิล ซื้อหุ้นส่วนกิจการเว็บ Facebook  เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social networking site) จากผู้ก่อตั้งมาร์ค ซูเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerber) วัย 23 ปี ในสัดส่วน 1.6% เป็นจำนวนเงิน USD240 ล้าน  …โดยปัจจจุบันเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ เว็บไซต์ MySpace 

Facebook

แหล่งข้อมูล : CNN, The Associcated Press

→ Leave a Commentหมวดหมู่: เทคโนโลยี
Tagged: , , , , , ,

ผักชี (โรยหน้า)

พฤศจิกายน 30, 2007 · ให้ความเห็น

อาหารจานโปรดของคนไทยหลายจานมักจะโรยด้วยผักชีใบเขียว และคนส่วนใหญ่ก็จะเขี่ยมันออก (ผมคนหนึ่งล่ะ) ช่างน่าสงสารเจ้าผักชีจัง มีแต่คนรังเกลียด  …วันนี้มาทำความรู้จักผักชีกันดีกว่า ว่ามันคืออะไร? มีดีอะไร? (ทำไมคนถึงชอบโรยบนอาหาร)

ผักชี ภาษาอังกฤษเรียกว่า parsley (อ่านว่า “พาร์’สลี”) หรือ coriander (อ่านว่า “โครีแอน’เดอะ) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า coriandrum sativum linn เป็นพืชล้มลุกตระกูล apiaceae ใช้กินแกล้มกับอาหารเพื่อช่วยให้รสรื่นชึ้น (จริงหรือเปล่า?) และแต่งสีอาหารให้น่ารับประทาน ช่วยรักษาอาการปวดท้อง และช่วยย่ออาหาร – น้ำมันหอมระเหยในผักชีช่วยให้สบายท้อง แต่มีกลิ่นรุนแรง

ผักชี

ส่วนคำสุภาษีตไทย “ผักชีโรยหน้า” นั้น หมายถึง ทำอะไรอย่างผิวเผิน ให้ผ่านๆ ไปที …เพราะเช่นนั้น เราอย่าทำงานแบบผักชีโรยหน้ากันนะครับ แต่ทานผักชีโรยหน้าแทน ^^

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , ,

A+T+T+I+T+U+D+E = 100%

พฤศจิกายน 27, 2007 · 2 ความเห็น

คนเราคิดการอะไรสักอย่าง แล้วจะให้สำเร็จนั้น ต้องมี (คำภาษาอังกฤษ คือ) ”ATTITUDE” ซึ่งแปลว่า “ทัศนคติ”

การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ก่อนอื่นต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำการนั้น ถ้าไม่มีทัศนคติที่ดีแล้ว จะทำการอะไรให้สำเร็จเป็นไปได้ยาก  ผู้นำบริษัท (CEO) จะนำพาเพื่อนพนักงานไปสู่มุ่งหมายได้นั้น ต้องทำให้เพื่อนพนักงานมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อองค์กร ต่อสิ่งที่กำลังกระทำ ต่อหนทางที่กำลังเดินไป

Attitude ประกอบด้วยตัวอักษร 8 ตัว คือ A+T+T+I+T+U+D+E ซึ่งลำดับตัวอักษรแต่ละตัวนั้น คือ 1+20+20+9+20+21+4+5 ซึ่งรวมกัน = 100 นั่นก็คือ เราต้องมีทัศนคติเต็ม 100 กับการอะไรที่เราจะทำ 

→ 2 Commentsหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , , ,

ประเพณีลอยกระทง

พฤศจิกายน 23, 2007 · ให้ความเห็น

ประเพณีวันลอยกระทงเป็นประเพณีโบราณของไทย จัดขึ้นทุกวันเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 12 ตามปฏิทินทางจันทรคติ ถ้าเทียบกับปฏิทินสากลมักจะอยู่ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  ในปีนี้ (2550) วันลอยกระทงตรงกับวันเสาร์ที่ 24 พ.ย.

ประเพณีลอยกระทงเริ่มขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจน บ้างเชื่อว่าเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในยุคพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยนำเอาดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานในเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป และเรียกพิธีนี้ว่า “พิธีจองเปรียง” แต่บ้างก็เชื่อว่าประเพณีนี้ไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตยโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงจากหลักฐานภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชการที่ 3

มีความเชื่อว่าประเพณีลอยกระทงจัดขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์ลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ไปกับแม่น้ำ โดยผู้คนจะนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เงินเหรียญลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ บางหลักฐานก็เชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการขอขมาต่อแม่พระคงคา ที่เราได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงไปในแม่น้ำ  ขณะที่บางหลักฐานเชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ในประเทศอินเดีย หรือบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก ที่สามารถปราบพญามารได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว ช่วยกันสืบสานประเพณีโบราณของไทย แล้วไปลอยกระทงกันในสนุกนะครับ  :D

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , , ,

“Stagflation” = เศรษฐกิจ (พอเพียง) ปี 2550

พฤศจิกายน 22, 2007 · ให้ความเห็น

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเห็นด้วยกับคำว่า “พอเพียง” ซึ่งในความคิดผม คำว่า “ชีวิตพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราให้ไว้ (ตามที่ผมเข้าใจ) หมายถึง การใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัส รู้จักอดออม ใช้ในสิ่งที่ควรใช้ แล้วชีวิตจะร่ำรวยและมีความสุข  แต่ทุกวันนี้คำว่า “ชีวิตพอเพียง” มักถูกนำมาเรียกรวมเป็น “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เพราะคำว่า “เศรษฐกิจ” นั้นหมายถึง การทำมาหากิจ และการผลิตของกลุ่มคน ชุมชน หรือในระดับมหาภาค (เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หมายถึง การขยายตัวของการผลิตและบริการของกลุ่มคน ชุมชน หรือประเทศ) ซึ่งแตกต่างจากการใช้ “ชิวิต”  เศรษฐกิจไม่สามารถพอเพียงได้ เพราะถ้าพอเพียงเมื่อไหร่ เราก็ถอยหลัง สู้คนอื่น หรือประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

ยิ่งการนำเสนอคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ของเอกชน (หลายแห่ง) หรือกระทั่งหน่วยงานในรัฐบาล (รัฐประหาร) ชุดนี้ ก็ยิ่งทำให้คน (ประชาชน) เข้าใจผิดมากขึ้น เพราะการนำเสนอคำว่า “พอเพียง” นั้น มักไปผูกกับภาพของคนยากจนหรือค่อนข้างไม่มีเงิน เช่น โฆษณาต่างๆ ที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ขณะนี้  ทำให้ (ประชานชน) หลายคนเข้าใจผิด โดยโฆษณาจะมุ่งเน้นไปที่ความพอใจในการดำรงชีวิต ซึ่งโฆษณาก็นำเอาชีวิตของคนที่ค่อนข้างยากจนมาเป็นตัวอย่าง ทำให้พวกเรา (ประชาชน) เข้าใจว่า “ความยากจน” เป็นสิ่งที่ดี และมีความสุขได้ ถ้าดำรงชีวิตพอเพียง แล้วนั่นก็นำไปสู่การหยุดคิด-หยุดความก้าวหน้าในชีวตของตนเอง

อารัมบทซะยาว จุดประสงค์ตามที่กล่าวมา คือ เห็นด้วกับคำว่า “ชีวิตพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงแนะนำประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เอกชน (หลายแห่ง) และรัฐบาล (รัฐประหาร) ชุดนี้นำเสนอต่อประชาชน …กลับมาเรื่อง “เศรษฐกิจ (พอเพียง) ปี 2550″ และคำภาษาอังกฤษ “stagflation” ว่าเศษฐกิจยุคนี้ (ปี 2550) มันอยู่ในสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า stagflation ซึ่งสภาวะนี้มักไม่เกิดขึ้นบ่อย  เรามักจะได้ยินกันแต่คำว่า inflation (เงินเฟ้อ) หรือ recession (เงินฝืด) แต่ stagflation จะไม่ค่อยได้ยินกันสักเท่าไหร่

stagflation (ในคอลัมภ์ “กระจก 8 หน้า” ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 22 พ.ย. 2550 เรียกว่า “เงินเฟ้อแบบฟุบ” คือ เงินยิ่งเฟ้อ เรายิ่งฟุบ) มาจากคำว่า stagnation (แปลว่า ซบเซา)+ inflation (แปลว่า เงินเฟ้อ) เป็นสภาวะยุคข้าวของแพง แต่การผลิตลดต่ำลง การว่างงานสูง และท้ายสุด (ตามทฤษฎี) นำไปสู่สภาวะถดถอย (recession) ในที่สุด  ปัจจัยที่นำไปสู่สภาวะนี้เกิดจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาทิเช่น นโยบายการชะลอและยกเลิกงบประมาณในหลายหน่วยงานรัฐ การขาดนโยบายการสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนในการลงทุน ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ฯลฯ  (ส่วนตัวผมเองเชื่อว่าสภาวะนี้จะเกิดขึ้นไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นกันหลายประเทศ เพราะราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์)แล้วจะรับมืออย่างไรกับสภาวะ stagflation  ในระดับจุลภาคหรือพวกเราๆ ที่ทำมาค้าขายหรือกินเงินเดือน ก็คงต้องดำเนิน “ชีวิตพอเพียง” ตามที่ในหลวงท่านกล่าวไว้ คือ รู้จักมัธยัส อดออม ใช้เท่าที่จำเป็น และหวังว่านโยบายระดับมหาภาค (หรือรัฐบาล) จะมีคงต้องหามาตราการเพื่อรับมือกับสภาวะนี้ ส่วนตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะยังเก่งไม่พอ ก็คงฝากความหวังไว้กับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ (ปล.อย่าลืมไปช่วยกันลงคะแนนเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้)

ในอดีต stagflation เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรต 1970s และต้นทศวรรต 1980s ขณะนั้นประธานธนาคารกลางสหรัรฐ (Federal Reserve Chairman) นายพอล โวล์กเกอร์ (Paul Volcker) สามารถรับมือกับสภาวะ stagflation โดยการใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง (sharply increased interest rates) ชั่วคราว เพื่อลดเงินหมุนเวียน (money supply) หรือที่เรียกว่านโยบาย ”disinflation” ช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยได้พุ่งสูงถึง 13.5% ในปี 1981 และลดต่ำลงมาอยู่ที่ 3.2% ในปี 1983 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราการว่างงานของสหรัฐได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก  นายโวล์กเกอร์เชื่อมั่นว่าอัตราการว่างงานจะกลับมาสู่จุดสมดุลในที่สุด และก็ได้เกิดขึ้น แต่ก็ใช้ระยะเวลานานถึง 5-6 ปี  …T T

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , , , , , , ,

ทำวัตรเช้า “80 ปี ทำดีเพื่อพ่อ”

ตุลาคม 27, 2007 · 1 ความเห็น

ปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ “ในหลวง” ของเรามีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ผมก็ขอเริ่มการเขียนบล๊อกนี้ด้วยการชวนทุกคนมา “ทำวัตรเช้า” กัน ด้วยการสวดมนต์ตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งส่วนตัวผมเองไม่ได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าอย่างจริงจัง ถึงแม้นว่าสมัยที่ผมเรียนหนังสือที่ (โรงเรียนอัสสัมชัญ) จะมีการสวดมนต์กันทุกเช้าก่อนเข้าห้องเรียน แต่พอผมได้ลองสวดมนต์ทำวัตรเช้า (ตอนแก่ 555+) ก็รู้สึกได้ว่าบทสวดทำวัตรเช้า ทำให้ผมสงบขึ้น

บทสวดมนต์ (คำแปลอยู่ใน [....])

คำนมัสการพระรัตนตรัย (พระรัตนตรัย หมายถึง แก้ว 3 ประการ อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์… เรียกความทรงจำ ตอนที่สอนลูกวิชาศาสนา ซึ่งตอนเด็ก ผมไม่เคยได้เรื่องในวิชานี้เลย)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา [พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง]
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ  [ข้าพเจ้าอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน]

(กราบ 1 หน)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม  [พระธรรมเป็นธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว]
ธัมมัง นะมัสสามิ  [ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม]

(กราบ 1 หน)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ  [พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฎิบัติดีแล้ว]
สังฆัง นะมามิ  [ข้าพเจ้านอมน้อมพระสงฆ์]

(กราบ 1 หน)

คำนมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

[ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง]

พุทธาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
[พระคถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์]

วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
[เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง]

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง
[เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย]

พุทโธ ภะคะวา
[เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเจริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์]

อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรหมะกัง
สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ
[พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงทำความดับทุกข์ ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มาร, พรหม, และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ห้รู้ตาม]

โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง
[พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด]

สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ
[ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สินเชิง พร้อมทั้งอรรถะ(คำอธิบาย) พร้อมทั้งพยัญชนะ(หัวข้อ)]

ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
[ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น]

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ
[ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า]

(กราบระลึกถึงพระพุทธคุณ)

ธัมมาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
[พระธรรมนั้นใด เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว]

สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
[เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว]

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
[เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน]

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
[ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น]

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ
[ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า]

(กราบระลึกถึงพระธรรมคุณ)

สังฆาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
[สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใดปฏิบัติดีแล้ว]

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
[สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใดปฏิบัติตรงแล้ว]

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
[สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใดปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว]

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
[สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใดปฏิบัติสมควรแล้ว]

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
[ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือคู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัว บุรุษได้ 8 บุรุษ]

เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
[นั้นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า]

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย
[เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี]

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ
[เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า]

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ
[ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น]

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ
[ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า]

(กราบระลึกถึงพระสังฆคุณ แล้วนั่งราบ)

-ยังมีต่อ-

→ 1 Commentหมวดหมู่: ทั่วไป
Tagged: , , , , ,